การศึกษาวิชาโหราศาสตร์ไทย
วิชาโหราศาสตร์ไทย แต่ดั้งเดิมนั้นกล่าวกันว่า มีอยู่มากกว่า ๒๗๐ ปกรณ์ แบ่งออกเป็น ๓ ภาค คือ
(ก) โหราศาสตร์ไทยภาคคำนวณ - มีปกรณ์ต่างๆมากกว่า ๕๐ ปกรณ์ ขึ้นไป จำแนกได้ดังนี้
(๑.๑) ตำราสุริยยาตร มีประมาณ ๗-๘ ฉบับ
(๑.๒) ตำรามานัตต์ มีประมาณ ๔-๕ ฉบับ
(๑.๓) ตำราสารัมภ์ มีประมาณ ๑๐ กว่า ฉบับ
(๑.๔) ปกิณกะภาคคำนวณ – มีประมาณ ๒๐ กว่าฉบับ เช่น ตำรากากะบาด, ตำราสงกรานต์, ตำราอธิกวาร ฯลฯ
(ข) โหราศาสตร์ไทยภาคพยากรณ์ - มีปกรณ์ต่างๆมากกว่า ๒๐๐ ปกรณ์ ในภาคนี้แบ่งออกได้เป็น ๒ ตอน คือ
(๒.๑) โหราศาสตร์ดวงเมือง มีประมาณ ๖๐ ปกรณ์
– ประกอบด้วยการพยากรณ์ดวงชะตาพระมหากษัตริย์, ว่าด้วยการสร้างบ้านแปงเมือง, การพยากรณ์เกี่ยวกับเมืองและศึก, การพยากรณ์เศรษฐกิจข้าวปลาอาหาร, การพยากรณ์ดวงนักบวชและพระภิกษุ ฯลฯ ยังแบ่งย่อยการพยากรณ์ออกได้อีก ๒ แบบ คือการพยากรณ์ปูมกำเนิด กับ การพยากรณ์จร เช่น ตำราเผด็จรามเหิยร, ตำรานครภังส์, ตำราราชมัญตัญ, ตำรานครถาน, ตำราพิไชยสงคราม, ตำราธุมเกตุธุมเพลิง, ตำราดาวหาง(ดาวพรหมปโรหิตา), ตำราเทวดาไขประตูฟ้า, ตำราคลองฟ้า, ตำราดาวเข้าวงพระจันทร์, ตำรามหาปุริสสลักษณะ,ตำราดาวผุดกลางวัน, ตำราโสฬสมหานคร, ตำราพระนครคิรี, ตำราโชติรัตน์, ตำราพิธีสะเดาะเคราะห์เมือง, ตำราจุฬามณี,
ตำราพิรางค์ ฯลฯ
(๒.๒) โหราศาสตร์ภาคพยากรณ์ดวงบุคคล – มีประมาณ ๑๕๐ ปกรณ์
– แยกเป็น โหราศาสตร์ภาคปูมกำเนิด ประมาณ ๕๐ ปกรณ์ และ หราศาสตร์ภาคพยากรณ์จร ประมาณ ๑๐๐ ปกรณ์ เช่น ตำราอินทภาสบาทจันทร์, ตำรากาลจักรลัคน์จร, ตำราอสีติธาตุ, ตำราอสีติโชค, ตำรามหาสัฏฐีจักร, ตำรายาม, ตำราอัษการ, ตำราฆาตมฤตยู, ตำราขับจันทร์ประวัติ, ตำราพระเคราะห์รูป-พระเคราะห์สม, ตำราเสบียงโหรา, ตำราลักขณาทวาทศมาส, ตำรามหาทักษา, ตำราทักษาปกรณ์, ตำราโลกศาสตร์, ตำราสุบินนิมิต, ตำราจักรทีปนี ฯลฯ
(ค) โหราศาสตร์ไทยภาคพิธีกรรม - ภาคนี้ส่วนใหญ่ จะเป็นคำสอนประเภท“มุขปาฐะ”ตามแนว“อาจาริยมัติ”คือเป็นคำอธิบายปากเปล่าประกอบคำสอนภาคพยากรณ์
ซึ่งแล้วแต่แนวทางของอาจารย์แต่ละสำนักที่ได้ศึกษากันมา โดยอาจจะแตกต่างกันพอสมควร ในส่วนที่เป็นบันทึกตำราก็มีบ้างราวๆ ๓๐ ปกรณ์ เช่น ตำราราชพิธีพราหมณ์สำหรับสยามประเทศ, ตำรานามกรรม, ตำราผลัดนาม, ตำราตัดไม้ข่มนาม, ตำราอธิไทโพธิบาทว์, ตำราทำอุบาทว์, ตำราเชิญ, ตำราบูชานพเคราะห์, ตำราสะเดาะเคราะห์, ตำราดวงพิชัยสงคราม, ตำราบูชาดวงชะตากำเนิด ฯลฯ
ขอแบ่งช่วงเวลาในการศึกษาวิชาโหราศาสตร์ไทยออกเป็น ๕ ช่วงด้วยกัน
(๑) ช่วงก่อน พ.ศ.๒๔๗๕
ช่วงนี้ มักเรียนกันตามวัดหรือบ้านข้าราชการที่เกี่ยวกับกรมโหรหรือตามวังเจ้านายชั้นสูงต่างๆ
เป็นการเรียนไปตามลำดับและยึดแบบแผนของ“อาจาริยมัติ”อย่างเคร่งครัด
เป็นการศึกษาทั้งจากการคำนวณบนกระดานและศึกษาจากการดูดาวบนท้องฟ้าด้วย
(๒) ช่วง พ.ศ. ๒๔๗๕ – พ.ศ. ๒๕๑๐
ช่วงนี้เริ่มมีปูมปฏิทินโหรบางแบบออกจำหน่าย เริ่มมีการตื่นตัวศึกษาโหราศาสตร์
ทั้งแบบไทยและต่างประเทศ (เป็นโหราศาสตร์สากลแบบดวงโปรเกรสไม่ใช่ยูเรเนียน) มีการจับกลุ่มผู้สนใจโหราศาสตร์
เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะกันอย่างกว้างขวาง และได้จัดตั้งสมาคมโหรแห่งประเทศไทยขึ้น การศึกษาโหราศาสตร์ไม่จำกัดอยู่ที่ตาม
วัด หรือบ้านข้าราชการแล้ว เปลี่ยนมาเป็นการศึกษาจากตัวบุคคลนักโหราศาสตร์ที่มีชื่อเสียงและเรียนกันเฉพาะบางแง่มุม
หรือบางแนวทางเป็นส่วนใหญ่
(๓) ช่วง พ.ศ. ๒๕๑๑ – พ.ศ. ๒๕๒๐
สมาคมโหรแห่งประเทศไทยได้เปิดสอนโหราศาสตร์แก่บุคคลทั่วไป เป็นรุ่นแรก นักศึกษารุ่นแรกนี้ที่มีชื่อเสียงก็เช่น
อรรถวิโรจน์ ศรีตุลา ฯ เป็นต้น ได้มีการกำหนดแบบแผนขึ้นเป็นหลักสูตร หากใครสนใจในวิชาชั้นสูง
ก็ต้องแยกไปเรียนเป็นส่วนตัวจากอาจารย์แต่ละท่านต่างหากออกไป ในช่วงนี้ ความเห็นของนักโหราศาสตร์แตกเป็นหลายพวก
มีการแยกตัวไปเป็น กลุ่มวัดราชบพิธบ้าง กลุ่มวัดโพธิ์บ้าง กลุ่มวัดสุทัศน์บ้าง กลุ่มวัดราชประดิษฐ์บ้าง กลุ่มวัดมหาธาตุบ้าง
กลุ่มวัดบุญศิริอำมาตย์บ้าง จนในที่สุดได้มีการแยกไปตั้งเป็น สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ และ กลุ่มสหพันธ์โหร ฯลฯ
ในช่วงนี้ มีปฏิทินโหรให้เลือกซื้อหาใช้ได้ ตามแต่ความพอใจ ในแนวทางการพยากรณ์ที่จะใช้ เช่น โหราศาสตร์สากลยุคนี้
นิยมใช้ปฏิทินแบบราฟาเอลมากกว่าแบบลาหิรี เป็นต้น ตำราโหราศาสตร์ที่มีอยู่นั้นมักจะเป็นเรื่องซ้ำๆกัน
และไม่ค่อยมีหลักคำอธิบาย จึงใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่ได้เพียงแค่เป็นเสมือนพจนานุกรม หรือแผ่นลายแทงเท่านั้น
ยังไม่สามารถนำมาใช้ศึกษาได้กว้างขวาง นอกจากต้องมีคำอธิบายของ“ครู”ผู้แต่งหนังสือเล่มนั้นๆมาประกอบด้วย
การศึกษาโหราศาสตร์ในช่วงนี้ ส่วนใหญ่ ยังต้องยึดเอา “ตัวครู”
เป็นหลักอยู่หรือใช้การไต่ถามขอความรู้จากบรรดานักโหราศาสตร์เลื่องชื่อทั้งหลาย
(๔) ช่วง พ.ศ. ๒๕๒๑ – พ.ศ.๒๕๔๐
ในช่วงนี้ มีตำราโหราศาสตร์พร้อมคำอธิบายหลายแบบให้เลือกซื้อหาได้ ตามแต่ความพอใจ ดังนั้น
การศึกษาจึงเริ่มเปลี่ยนแนวทางจากการไปศึกษาขอคำอธิบายจากครูนักโหราศาสตร์อาวุโส เพื่อจะได้ฟังมุขปาฐะ มาเป็น
การใช้ หนังสือตำราโหราศาสตร์เล่มต่างๆ มาเป็น “ตัวครู” ผู้สอนแทน และ ใช้สติปัญญาความคิดหรือทัศนะของตนเอง
เข้ามาเป็น “หลักตัดสิน” บรรดา “กฎโหราศาสตร์” ในหนังสือตำราโหราศาสตร์เล่มนั้นๆ
การศึกษาในระบบ เอา หนังสือตำราโหราศาสตร์ มาเป็น“ครู”นี้ ถ้าตัดสินใจถูก ก็ดีไป แต่ถ้าข้อความในตำรานั้นไม่
ชัดแจ้งผู้ศึกษาก็มักเข้ารกเข้าพงไปเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งได้พบเห็นมามากกว่า ๘๐%
(๕) ช่วง พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้นไป ถึงปัจจุบัน
การศึกษาโหราศาสตร์ในยุคปัจจุบัน คือ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ระบบอิเลคโทรนิคส์ คอมพิวเตอร์ และ
อินเตอร์เน็ต ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น แนวทางการศึกษาโหราศาสตร์แบบเอาหนังสือเป็นครูเริ่มเปลี่ยนไป
โดยเปลี่ยนไปสู่การศึกษาการใช้โปรแกรมประมวลผลทางด้านโหราศาสตร์แทน
Thursday, January 22, 2009
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
0 ความคิดเห็น:
Post a Comment