Thursday, January 22, 2009

ข้อสรุปบางประการในการศึกษาวิชาโหราศาสตร์ไทย


ข้อสรุปบางประการในการศึกษาวิชาโหราศาสตร์ไทย

(๑) ศึกษานานแล้ว ยังทายไม่ได้ ก่อนอื่น ต้องสำรวจก่อนว่า ตัวเองอยากรู้โหราศาสตร์แบบไหน? โหรไทย แบบใช้ทักษา, โหรไทย แบบไม่ใช้ทักษา, โหรไทย แบบเกษตรเรือนเดียว ปฏิทินสุริยยาตร์, โหรไทย แบบเกษตรเรือนเดียว ปฏิทินสากล, แบบสิบลัคน์ดั้งเดิม (สาย อ.อรุณ),แบบสิบลัคน์ประยุกต์ (อ.จรณังกูร), โหรไทย ระบบเรือนชะตาสัมพันธ์, โหรสากลแบบดวงโปรเกรส, โหรสากลแบบยูเรเนียน, โหราศาสตร์จีน ฯลฯ ให้เลือกเอาสักแบบหนึ่งก่อน แล้วหาตำราในสายนั้นมาอ่าน ห้ามไม่ให้ไปอ่านตำราของแนวทางอื่นก่อนเดี๋ยวจะสับสน แล้วหาโอกาสไต่ถามผู้รู้ในสายนั้นๆ

(๒) ตำราเป็น “ครู” ดีจริงหรือ? ตำรานั้นสอนให้รู้ได้ แต่สอนให้สามารถไม่ได้ อันนี้หมายถึง ถ้าตำราที่เรานำมาเป็นครูนั้นดี ละเอียดมีเนื้อหาครบถ้วนนะ ซึ่งที่เห็นในปัจจุบันจริง ก็มีเพียงตำราโลกธาตุ และ หนังสือของหลวงวิศาลดรุณกร นั่นแหละที่ให้ A+ ได้เพราะค่อนข้างจะสมบูรณ์ มีหลักสำคัญเบื้องต้นครบทุกวิชา

ถัดมาเป็นแบบ ระดับ A- เช่น อ.เทพย์ สาริกบุตร, อ.สิงห์โต สุริยาอารักษ์, อ.พลูหลวง, อ.ทองเจือ อ่างแก้ว, อ.คุณหญิงโภชากร (ชิต มิลินทสูต), พระญาณเวท, อ.อายัณโฆษ, อ.จำรัส ศิริ, อ.เปี่ยม บุณยโชติ ฯลฯ นั้น ยังต้องมีคนช่วยแนะนำบ้างจึงจะดี ถัดจากนั้น ตำราโหราศาสตร์ที่พิมพ์มาทีหลัง หลังจาก พ.ศ.๒๕๓๐ เป็นต้นมา อาตมาว่า ต้องวัดดวงเอาเอง เพราะที่อ่านพบส่วนใหญ่แล้ว จะมีหลักเบื้องต้นไม่ครบ เมื่อหลักไม่ครบ คนอ่านก็พื้นฐานไม่แน่น แล้วต่อไปสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือ เริ่มหาเอาหลักวิชาอื่นๆ มาขยำผสมปนเป ให้เป็นแนวโหราศาสตร์เฉพาะตัวขึ้นมา ซึ่งจะดีหรือไม่นั้น อาตมาไม่สามารถทราบได้อย่างถ่องแท้

(๓) แล้วทำอย่างไร ถึงจะทายได้?
ถ้าได้ศึกษามานานแล้ว และเข้าใจหลักโหราศาสตร์ส่วนใหญ่แล้ว ขอแนะนำให้หาท่านผู้รู้ในวิชาโหราศาสตร์สักคนสิครับ ไม่ว่า จะเป็นการพูดคุยกันหรือขอเรียนวิชากัน ก็ได้ ซึ่งที่จริงจะไม่ค่อยยากแล้ว เพียงแต่ต้องจัดระเบียบแนวความคิดในการพยากรณ์เสียใหม่ รู้ว่า หลักไหนควรใช้ หลักไหนไม่ควรใช้ สำหรับดวงชะตาในรูปแบบไหน ดังนี้เป็นต้น

(๔) ศึกษาโหราศาสตร์หลายๆแบบ ดีไหม?
ดีครับ ถ้าศึกษาได้หลายๆแบบ จะเรียกว่า มีตัวคุม คือเมื่ออ่านดวงชะตาในแบบหนึ่งไปแล้ว ก้ลองอ่านด้วยอีกวิธีหนึ่งถ้าเหมือนๆกัน เรียกว่า ใช้ได้ ถ้าแตกต่างกัน แสดงว่า มีหลักอันไหนผิดเข้าให้แล้ว

(๕) ผลเสียของการเอาตำราเป็น “ครู”
ผลเสียของการเอา ตำราเป็น“ครู” ก็คือ หลักวิชาและตำราหลายๆ อย่างจะสาบสูญไป เพราะ การจัดพิมพ์หนังสือย่อมมีการจำกัดเฉพาะหัวเรื่อง ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้กว้างขวางเช่นเดียวกับ การพูดคุยต่อหน้า ดังนั้น หลักต่างๆ ที่ไม่ได้จัดพิมพ์เอาไว้ ก็ย่อมสาบสูญไป ยิ่งกว่านั้น เมื่อเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ คนก็ย่อมสนใจเพียงแค่ ผลลัพธ์ของคำทำนายมากกว่า ศิลปะของการพยากรณ์ วิชาโหราศาสตร์จึงยิ่งเสื่อมโทรมเร็วขึ้น อาตมาขอยกหลัก ซึ่งมาจากการเรียนโหราศาสตร์แบบมุขปาฐะ ขึ้นมาพอเป็นตัวอย่างนะ โหรรุ่นครูเมื่อมีคนมาหาเพื่อขอรับคำพยากรณ์นั้น ท่านเพียงถามแต่วันเดือนปีเกิดพอสังเขปเท่านั้น เสร็จแล้วท่านก็ผูกดวงขึ้น แล้วก็ลองเช็คตรวจสอบพื้นดวงว่า ถูกต้องกับเจ้าชะตาไหม? แล้วก็มักจะบอกไปเลยว่า เจ้าชะตาต้องการทราบเรื่องอะไร? หรือเรื่องพวกนี้ใช่ไหม? ถ้าใช่ ก็ให้คำตอบเลย

ครูโหรท่านสอนอาตมาว่า ข้อแรก ดูกาลชะตาก่อน ข้อสอง พิจารณาดูบุคโลโหรา ข้อสาม ดูเรื่อง จากพื้นดวงเจ้าชะตานั่นแหละ
แล้วให้เอาหลักวิชาทั้งสามประการที่ประมวลได้ในใจนั้น ให้คำตอบกับตัวเจ้าชะตาไปเลย ไม่ต้องมัวเสียเวลา ไซโค หรือ
จิตวิทยา อะไรทั้งนั้น รู้เห็นอะไรแค่ไหน ก็บอกไปเท่านั้น ตรงไหนอ่านไม่ขาด ก็ห้ามไม่ให้โกหก ให้หาทาง
เลี่ยงไปในรูปแบบอื่นแทน

....... (อ้างอิงจาก งานบุญนักพยากรณ์เว็บพยากรณ์ดอทคอม ปี 2)

0 ความคิดเห็น: